พระราชประวัติ

พระบรมราชสมภพ

 

          พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ ๖ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์  เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันเสาร์ เดือนยี่ขึ้น ๒ ค่ำ ปีมะโรง จุลศักราช ๑๒๔๒ เวลา ๘ นาฬิกา ๕๕ นาทีตรงกับวันที่ ๑ มกราคม พุทธศักราช๒๔๒๓ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

           และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถได้รับพระราชทานพระนามในพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ    เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ  สมเด็จพระบรมชนกนาถและสมเด็จพระบรมราชชนนีตรัสเรียกว่า “ลูกโต”

สมเด็จพระบรมชนกนาถและสมเด็จพระบรมราชชนนี

ประทับพักผ่อนร่วมกับสมเด็จพระบรมชนกนาถและสมเด็จพระบรมราชชนนี สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวยนารถ ณ พลับพลาปากแพรก เมื่อครั้งเสด็จประพาสไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี พุทธศักราช ๒๔๓๑

 

มีพระราชภาดาและพระราชภคินีร่วมพระราชชนนีโดยลำดับ ๙ พระองค์ ดังนี้

          ๑. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย กรมพระเทพนารีรัตน์) สิ้นพระชนม์แต่ทรงยังพระเยาว์

          ๒. สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว)

          ๓. สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าตรีเพ็ชรุตม์ธำรง (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าตรีเพ็ชรุตม์ธำรง)

          ๔. สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ (สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ)

          ๕. สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์  สิ้นพระชนม์แต่ทรงพระเยาว์

          ๖. สมเด็จเจ้าฟ้าหญิง (สิ้นพระชนม์ในวันประสูติ)

          ๗. สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ (สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา)

          ๘. สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย)

          ๙. สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์  (พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว)

 

                                 

สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ         ฉายภาพร่วมกับสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ                                                                                                                                เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ซึ่งทรงผนวชเป็น                                                                                                                                          สามเณร ณ วัดบวรนิเวศวิหาร

 

          เมื่อพระชนมายุได้ ๘ พรรษา ในพุทธศักราช ๒๔๓๑ ทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ กรมขุนเทพทวารวดี๓  ปรากฏพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ เอกอรรคมหาบุรุษยบรมนราธิราช จุฬาลงกรณ์นารถราชวโรรส มหาสมมติขัดติยพิสุทธิบรมมกุฎสุริยสันตติวงษ   อดิสัยพงษวโรภโตสุชาติ คุณสังกาศวิมลรัตน ทฤฆชนมสวัสดิขัดติยราชกุมาร๔ มุกสิกนาม ทรงศักดินา ๕๐,๐๐๐ ตามพระราชกำหนดอย่างสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าต่างกรมให้    ทรงดำรงพระเกียรติยศเป็นชั้นที่ ๒ รองจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช   เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร  และมีพระราชพิธีโสกันต์ในเดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๓๕

สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ทรงเครื่องต้นเมื่อครั้งทรงรับพระสุพรรณบัฎทรงกรมเป็นกรมขุนเทพทวารวดี เมื่อพุทธศักราช ๒๔๓๑

 

สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ  เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ   กรมขุนเทพทวารวดี  กับสมเด็จพระบรมชนกนาถ  ในพระราชพิธีโสกันต์  พุทธศักราช ๒๔๓๕

_____________________________________________________________________________

          ๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชโอรสพระราชธิดาทั้งหมด ๗๗ พระองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระองค์ที่ ๒๙ และเป็นพระองค์ที่ ๒ ในสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ

 

          ๒ เมื่อสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ และ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา สิ้นพระชนม์  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม  ให้ใช้คำนำพระนามสมเด็จพระเจ้า-น้องยาเธอทั้ง ๒ พระองค์ว่า  “สมเด็จพระอนุชาธิราช”  และคำสิ้นพระชนม์ก็ให้ใช้คำว่า “ทิวงคต” เพื่อให้  สมกันกับพระราชอิสริยยศที่ทรงดำรงอยู่  ดังนั้น คำ “สมเด็จพระอนุชาธิราช” จึงเป็นคำแสดงพระอิสริยยศที่เพิ่มพูนขึ้น และเป็นคำนำหน้าพระนามเจ้านายทั้ง ๒ พระองค์ตลอดไปตราบเท่าที่ยังไม่มีพระบรมราชโองการให้เปลี่ยนแปลง   ดังจะเห็นได้ในประกาศคำนำพระนามพระบรมวงศานุวงศ์ในรัชกาลที่ ๗ ว่า “...ให้คงใช้คำนำพระนามพระบรมวงศานุวงศ์ตามระเบียบ ซึ่งได้ประกาศไว้ในรัชกาลก่อนต่อไป”  และในประกาศคำนำพระนามพระบรมวงศานุวงศ์ รัชกาลที่ ๘ ว่า      

        สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ  สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ  พระเจ้าพี่ยาเธอ  และพระพี่นางเธอ  เปลี่ยน             เป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  ตามพระเกียรติยศ

       พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  เปลี่ยนเป็นสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ

       คำนำพระนามพระบรมวงศานุวงศ์นอกจากที่กล่าวนี้  ให้คงอยู่ตามเดิม...

           พระนามกรมนี้มักสะกดเป็น “เทพทวาราวดี”  แต่ในที่นี้สะกดว่า “เทพทวารวดี” ตามที่ปรากฏใน “ประกาศรับพระสุพรรณบัตร์” ราชกิจจานุเบกษา ๕ : ๔๔๐ – ๔๔๑,  “กำหนดวันพระราชพิธีมหามงคลการโสกันต์สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ แลโสกันต์พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงษ์” ราชกิจจานุเบกษา ๙ : ๓๑๘ – ๓๑๙,  “การพระราชพิธีมหามงคลโสกันต์สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ     เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ”  ราชกิจจานุเบกษา ๙ (๑ มกราคม รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๑) : ๓๓๙  และ “ประกาศสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร” ราชกิจจานุเบกษา ๑๑ : ๓๔๖ – ๓๔๘. 

          ๔ “ประกาศการรับพระสุพรรณบัตร์,” ราชกิจจานุเบกษา ๕ (๓๐ เมษายน ๒๔๓๑) : หน้า ๔๔๐ – ๔๔๑

Back to Top