ประวัติความเป็นมา

          หอวชิราวุธานุสรณ์สร้างขึ้นเพื่อฉลองวันพระบรมราชสมภพครบ ๑๐๐ ปีของพระบาทสมเด็จพระมุงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๔ ตั้งอยู่ในบริเวณหอสมุดแห่งชาติ ถนนสามเสน กรุงเทพมหานคร เป็นอาคารทรงไทยขนาดใหญ่ อยู่ทิศเหนือของอาคารหอสมุดแห่งชาติ ชิดกับรั้วบริเวณท่าสุกรีซึ่งเคยเป็นที่ประทับแรม   ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวหลายครั้งหลายหน

          สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ทรงประกอบพิธีวางศิลาพระฤกษ์ในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ครบ ๘ รอบ เมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๐

          การฉลองอายุครบ ๑๐๐ ปี ฯลฯ ของบุคคลสำคัญทางการศึกษาวิทยาศาสตร์ หรือวัฒนธรรมนั้น เป็นข้อเสนอขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมของสหประชาชาติที่เราเรียกย่อๆ ว่า ยูเนสโก (UNESCO) รัฐบาลได้ส่งพระนามและนามคนไทยที่สามารถถึงขั้นอัจฉริยะไปยังองค์การนั้น เรียงตามลำดับกาลเวลาคือ

๑. พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
๒. สุนทรภู่
๓. สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
๔. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
๕. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

          บุคคลทั้ง ๕ นี้ถึงขั้นอัจฉะริยะทางด้านวัฒนธรรมเป็นนักปราชญ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ชาวไทยได้ถวายนามสมัญญาว่า สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ผู้เขียนได้แสดงปาฐกถากล่าวถึงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจหลายครั้ง ได้ให้หัวข้อปาฐกถานั้นว่า ปราชญ์สยามคนที่ ๕

การฉลองปราชญ์สยามทั้ง ๕ นี้รัฐบาลเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานมีประวัติเรียงลำดับดังนี้
          ครั้งที่ ๑ ฉลองวันประสูติครบ ๑๐๐ ปีของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๕ สมเด็จพระบรมราชชนนีผู้สำเร็จราชการแทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ทรงเป็นประธานที่พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ในบริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

          ครั้งที่ ๒  ฉลองวันประสูติครบ ๑๐๐ ปีของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์มื่อวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๖ พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ประธานคณะองคมนตรีเสด็จทรงเป็นประธาน ที่พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ในบริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

          ครั้งที่ ๓  ฉลองวันพระบรมราชสมภพครบ ๒๐๐ ปีของพระบาทสมเด็จ-พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๑ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดอรุณราชวราราม ทรงยกพระมหามงกุฎขึ้นประดิษฐานยอดพระปรางค์เป็นการเริ่มงานฉลองฯ

          ครั้งที่ ๔  คือครั้งนี้กำหนดว่าจะมีงานพระราชพิธีฉลองวันพระบรมราชสมภพครบ ๑๐๐ ปี ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เปิดหอวชิราวุธานุสรณ์ในวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๒๔

          ครั้งที่ ๕  คือครั้งต่อไปเป็นที่เข้าใจว่าจะมีงานฉลองวันสุนทรภู่ครบ ๒๐๐ ปีใน พ.ศ.๒๕๒๙

          ประวัติการจัดสร้างพอวชิราวุธานุสรณ์เกิดจากเหตุการณ์ที่จะต้องเรียกว่า ‘‘เล็กน้อย” คือการสัมมนาเรื่อง “ดุสิตธานี” ที่ห้องประชุมของหอสมุดแห่งชาติเมื่อวันจันทร์ที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๑๓

          การสัมมนานั้น “เล็กน้อย” จนเกือบจะเรียกว่าสัมมนาไม่ได้ด้วยซ้ำไปเพราะมีผู้เกี่ยวข้องเพียง ๖ คนเท่านั้น
ข้าราชบริพารของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ๓ คน คือ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล พระมหาเทพกษัตรสมุห(เนื่อง ลาคริก) และ จมื่นอมรดรุณารักษ์(แจ่ม สุนทรเวช) ได้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในอดีต ได้เห็นพ้องต้องกันว่า “ดุสิตธานี” เป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงวาดภาพ เมืองประชาธิปไตย และทรงทดลองว่า วิธีการของระบอบประชาธิปไตยเช่นไร จึงจะเหมาะสม ที่จะนำมาปฏิบัติได้ในประเทศสยาม แต่คนจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเล่นเมืองตุ๊กตา ถ้าหาหลักฐานมาแสดงให้ปรากฎได้ก็จะเป็นการสมควร ด้วยเหตุนี้ข้าราชบริพาร ๓ คนนั้น จึงได้หารือกับผู้อำนวยการกองหอสมุดแห่งชาติ (นางแม้นมาส ชวลิต)และจัดสัมมนานั้นขึ้น โดย นางสาวนวลผจง เศวตเวช อาจารย์มหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นผู้ซักถามและ นางสุภาพันธ์ สุนทรมณี บรรณารักษ์ของหอสมุดแห่งชาติเป็นผู้จดรายงานการประชุม

          การสัมมนาได้ผลดี ได้หลักฐานเป็นอันมากจาก “แบบเรียน” เรื่องดุสิตธานีของ พระยาอนุชิตไชยชาญ และได้ สมุดภาพ ซึ่งร้านฉายาบรรทมสินธุ์ของ “นายหรู ผิวงาม” (หม่อมเจ้าหัชชากร วรวรรณ) ได้ถ่ายไว้มาจากกรุงลอนดอน เป็นเหตุให้เกิดความเข้าใจแจ่มแจ้งขึ้น จมื่นอมรดรุณารักษ์ได้รับมอบหมาย จากที่ประชุมให้บรรยายภาพที่สว่างขึ้นแล้วนั้นเป็นตัวอักษรและเป็นผลให้ได้แต่งหนังสือเรื่อง “ดุสิตธานี เมืองประชาธิปไตยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว” ๑ เล่ม ขนาด ๘ หน้ายก ๓๓๖ หน้า

          การสัมมนาเล็กน้อยนั้นได้ขยายเติบโตขึ้น มีข้าราชบริพารของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว อีกหลายท่านได้เข้าสมทบในการประชุมวันหลังๆ หม่อมทวีวงศ์ถวัลยศักดิ์ (หม่อมราชวงศ์เฉลิมลาภ ทวีวงศ์) ได้มาร่วมด้วยเมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๓ แต่ต่อมาไม่นานท่านก็ถึงอสัญกรรม ผลพลอยได้ จากการสัมมนาคือ ความรู้ว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องราวต่างๆ ไว้มากมาย แต่การค้นคว้าหามาอ่านนั้นยากลำบากยิ่งนัก เพราะพระราชนิพนธ์เหล่านั้นกระจัดกระจายอยู่ ณ สถานที่หลายแห่ง อยู่ในวงราชการก็มี นอกวงราชการก็มาก ที่สูญหายไปแล้วก็คงจะไม่น้อย การกระจัดกระจายสูญหายนั้นคงจะสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์บ้านเมือง ๓ สมัยคือ

๑. สมัยที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต
๒. สมัยที่เปลี่ยนแปลงการปกครองวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕
๓. สมัยที่สงครามโลกครั้งที่ ๒ เข้ามาสู่ประเทศสยาม

          ทำอย่างไรจึงจะได้รวบรวมพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมาไว้ ณ ห้องสมุดแห่งใดแห่งหนึ่งเพื่อการศึกษาค้นคว้า

          นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นที่ประชุมสัมมนาซึ่งได้กลายเป็นเป้าหมายที่สำคัญยิ่ง และเนื่องจากใน พ.ศ. ๒๕๑๓ นั้น วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน อันเป็ณวันงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าจ้าอยู่หัว จะเวียนมาบรรจบครบ ๖๐ ปี คณะสัมมนาจึงได้หารือกับ กรมศิลปากรเพื่อจัดงานพระบรมราชานุสรณ์ ปรากฎผล ๓ ประการคือ

          ๑. ได้จัดงานพระบรมราชานุสรณ์ครั้งที่ ๑ ในวันที่ ๑๐-๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๑๓ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพรชรัตนราชสุดาฯ เสด็จมาทรงเปิดงาน ทรงเปิดนิทรรศการ ทรงฟังปาฐกถาและชมดุสิตธานี มีการบรรยาย อภิปรายเฉลิมพระเกีตรติ และร้องส่งเพลงพระราชนิพนธ์เรื่อง วิวาหพระสมุท เป็นโอกาสที่ได้กราบทูลและให้ผู้อื่นทราบว่า การรวบรวมพระราชนิพนธ์ของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมาไว้เป็นสิ่งที่จำเป็น และควรสร้าง ห้องสมุดพระมงกุฎเกล้าฯ ขึ้น

          ๒. กรมศิลปากรเห็นว่า การจัดงานพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ควรจะกระทำต่อไป จึงได้ตั้งกรรมการขึ้นคณะหนึ่งมีชื่อว่า กรรมการจัดงานพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กำหนดให้กรรมการคณะนี้มีอายุคราวละ ๓ ปี

          ๓. สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ พระราชทานเงินประเดิมสำหรับสร้าง “ห้องสมุดพระมงกุฎเกล้าฯ” จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท และพระราชทานครั้งที่สอง ๒๗,๐๐๐ บาท มีบุคคลโดยเสด็จพระกุศลมากราย เช่น หม่อมเจ้า ชัชวลิต เกษมสันต์ ๒๐,๐๐๐ บาท คุณหญิงสุภัทรา สิงหลกะ ๑๐,๐๐๐ บาท จมื่นอมรดรุณารักษ์ ๑๐,๐๐๐ บาท ธนาคารออมสิน ๑๐,๐๐๐ บาท มูลนิธิไทยวัฒนา ต.สุวรรณ ช่วยในการจัดพิมพ์หนังสือ ๓๐,๐๐๐ บาท กรมศิลปากรให้ห้องใหญ่บนชั้น ๓ ของหอสมุด แห่งชาติด้านเหนือ จัดเป็น “ห้องสมุดพระมงกุฎเกล้าฯ” สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตรราชสุดาฯ เด็จฯมาทรงเปิดเมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๔ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวครบ ๙๐ ปี

          ในการจัดสร้าง “ห้องสมุดพระมงกุฎเกล้าฯ” นี้ทางราชการให้แต่สถานที่มิได้ตั้งงบประมาณให้ด้วย กรรมการในคณะกรรมการจัดงานพระบรมราชานุสรณ์จึงได้ออกติดต่อกับบุคคลและองค์การที่พอจะบริจาค เงินช่วยเหลือได้ โดยเฉพาะสมาคมนักเรียนเก่าโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้แจ้งตอบมาว่า น่าจะสร้างเป็นอาคารหลังหนึ่งเป็นเอกเทศจะพยายามหาเงินก่อสร้างให้ แต่ขอให้ใช้นาม วชิราวุธานุสรณ์ สืบเนื่องมาจาก “งานวชิราวุธานุสรณ์” ที่สมาคมได้จัดมาหลายปีแล้วนั้น

          คณะกรรมการจัดงานพระบรมราชานุสรณ์ฯ มีความยินดีมาก แต่เกิดมีอุปสรรคส่วนหนึ่ง สืบเนิ่องมาจากความวุ่นวายเมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ จึงไม่ได้เงินมาก่อสร้าง เป็นแต่ได้มา ๑๐๐,๐๐๐ บาทสำหรับบำรุง “ห้องสมุดพระมงกุฎเกล้าฯ”

          คณะกรรมการจัดงานพระบรมราชานุสรณ์ฯ ดำเนินงานต่อมา มีงานพระบรมราชานุสรณ์ในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายนในรูปหนึ่ง ส่วนใหญ่จัดแสดงละครพูดพระราชนิพนธ์ทางวิทยุโทรทัศน์ เวลาล่วงเลยมาจนถึง พ.ศ. ๒๕๑๘ ใกล้จะถึงวันพระบรมราชสมภพครบ ๘ รอบและหลังจากนั้น ๔ ปีก็จะครบ ๑๐๐ ปี ซึ่งจะต้องจัดงานฉลองตามหลักการขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมของสหประชาชาติ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่จะต้องดำเนินงานระดับชาติและนานาชาติ คณะกรรมการจึงได้ร่างโครงการขึ้น และประธานกรรมการได้สรุปเสนอไปยัง หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี โดยจดหมายลงวันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ ซึ่งมีข้อความตอนท้ายว่า

กระผมเสนอมา มิใช่เพื่อสดุดีพระเจ้าแผ่นดินพระองค์หนึ่ง แต่ได้เสนอมาเพราะคนไทยคนหนึ่ง เป็นนักปราชญ์ และเมื่อได้รวบรวมพระราชนิพนธ์ไว้แล้ว จะเป็นวัฒนธรรมชิ้นเอกหาเสมอเหมือนมิได้ แม้แต่ในต่างประเทศ

          นายกรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบสั่งให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการ แต่ต่อมาไม่นานได้มีการยุบสภา เลือกตั้งใหม่ และเปลี่ยนรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการต้องเสนอเรื่องไปยังคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของ หม่อมราชวงศ์ เสนีย์ ปราโมช คณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ ลงมติเห็นชอบด้วย และอนุมัติให้กระทรวงศึกษาธิการตั้งคณะกรรมการฉลองวันพระราชสมภพครบ ๘ รอบและ ๑๐๐ ปีของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีกรรมการจำนวน ๒๔ คน และมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน

          ต่อมาเกิดการปฏิวัติ คณะทหารยึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ เวลาก็กระชั้นชิดเข้ามา อีกไม่ถึง ๓ เดือนก็จะถึงวันพระบรมราชสมภพครบ ๘ รอบ รัฐบาลคงจะวุ่นวายอยู่ในเรื่องการเมืองและกิจการอย่างอื่น งานฉลองพระบรมราชาสมภพฯ นั้น คิดดูแล้วก็อาจเป็นเริ่องที่ไม่มีความจำเป็นอะไรนักหนา ตัวรัฐมนตรีที่เป็นประธานกรรมการฉลองฯ ก็ยังไม่มี แต่กระทรวงศึกษาธิการแจ้งว่า คณะทหารอนุญาตให้กรรมการคณะต่างๆ ดำเนินการไปได้ รองประธานกรรมการฉลองฯ (ดร.ประกอบ หุตะสิงห์) จึงได้เรียกประชุมเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙

          ผลการประชุมจะเป็นอย่างไรไม่ต้องคำนึงถึง เพราะคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ (ชุด นายธานินทร์ กรัยวิเชียร) ตกลงว่าคณะกรรมการต่างๆ ที่คณะรัฐบาลเดิมได้ตั้งไว้นั้นจะต้องพิจารณาใหม่ทั้งหมด และเมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๙ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ ได้มีคำสั่งเกี่ยวกับงานฉลองฯ ว่า “ให้ระงับงานทุกชนิดไว้พลางก่อน”

          มีเวลาเหลืออยู่อีกพียง ๖ สัปดาห์ ไม่มีอะไรจะทำได้นอกจาก “ระงับงานทุกชนิดไว้พลางก่อน” ต่อมาอีก ๒ สัปดาห์ ได้มีการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแจ้งมาเมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ ว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบด้วย ให้กระทรวงศึกษาธิการแต่งตั้งกรรมการตามรายละเอียดที่เสนอไปได้ ดังนี้

คำสั่งการแต่งตั้งกรรมการนี้มีข้อความท้ายคำสั่งซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งว่า

     ให้กรรมการคณะนี้ จัดการฉลองโดยการก่อสร้างหอพระสมุดวชิราวุธานุสรณ์เป็นประการสำคัญ มุ่งหมายให้วางศิลาพระฤกษ์ได้ในวันพระบรมราชสมภพครบ ๘ รอบ และเปิดให้ประชาชนเข้าใช้บริการรวมทั้งการวิจัยได้ในวันพระบรมราชสมภพครบ ๑๐๐ ปี
     ให้กรรมการคณะนี้มีอำนาจตั้งอนุกรรมการ เพื่อรวบรวมพระราชนิพนธ์ของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และอนุกรรมการอื่นๆ ได้ตามความจำเป็น

          รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมิได้รอช้า ได้เรียกประชุมคณะกรรมการฉลองฯ ที่ตั้งขึ้นใหม่ในวันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ และอนุมัติรายละเอียดของโครงการ คือ

          (๑) ให้กราบทูลอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน ณ วัดบวรนิเวศวิหาร และเสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงวางศิลาพระฤกษ์หอพระสมุดวชิราวุธานุสรณ์ในวันเสาร์ที่๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๐ อันเป็นวันพระบรมราชสมภพครบ ๘ รอบปีนักกษัตร

          (๒) ให้พิมพ์พระราชนิพนธ์ศกุนตลา สำนวนที่ ๓ โดยถ่ายภาพลายพระราชหัตถ์ทั้งเล่ม แจกในงานพิธีในวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๐ นั้น

          (๓) ให้คณะกรรมการส่งเสริมกิจการละครพูด จัดแสดงละครพูดพระราชนิพนธ์คำฉันท์เรื่อง มัทนะพาธา ณ โรงละครแห่งชาติ เพื่อฉลองวันพระบรมราชสมภพฯ ด้วย

          เสาร์ที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๒๐ นั้นเป็นวันที่สำคัญมาก เพราะตั้งแต่วันพระบรมราชสมภพเมื่อ ๙๖ ปีก่อน ยังไม่เคยมีวันที่เป็นวันเสาร์ที่ ๑ มกราคม ซึ่งเป็นปีมะโรงเลย เพิ่งจะมีวันนี้ซึ่งตรงหมดทั้ง ๔ อย่างคือ วัน วันที่ เดือน และปีนักกษัตร

หลังจากนั้นประธานคณะกรรมการฉลองฯ ได้ตั้งอนุกรรมการขึ้นหลายคณะคือ
          (๑) คณะกรรมการก่อสร้างหอพระสมุดวชิราวุธานุสรณ์ มีปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน
          (๒) คณะกรรมการรวบรวมและค้นคว้าเกี่ยวกับพระราชนิพนธ์ ฯลฯ ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีหม่อมหลวง ปิ่น มาลากุล เป็นประธาน(เรียกชื่อย่อว่า กรว.)
          (๓) คณะกรรมการประชาสัมพันธ์ มีอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เป็นประธาน
          (๔) คณะกรรมการหาทุน มี พล.ต.อ. หลวงชาติตระการโกศล เป็นประธาน

          งานของคณะอนุกรรมการรวบรวมและค้นคว้าเกี่ยวกับพระราชนิพนธ์ฯ นั้นเป็นงานละเอียด ต้องใช้เวลานาน กรมศิลปากรจึงได้จัดสำนักงานให้ที่หอพระสมุดวชิราวุธ ถนนหน้าพระธาตุ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประธานคณะกรรมการการฉลองฯ ได้กำหนดหน้าที่ให้ไว้ในคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการว่า

          ทำหน้าที่รวบรวมพระราชนิพนธ์ ลายพระราชหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดจนสิ่งที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการวิเคราะห์ จัดสรร เพื่อเก็บรักษาและเตรียมการให้บริการ แก่ผู้ที่จะศึกษาค้นคว้า ณ หอพระสมุดวชิราวุธานุสรณ์

          ต่อมาถึงเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๒๐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประธานคณะกรรมการฉลองฯ ได้กำหนดหน้าที่และวงงานของคณะอนุกรรมการรวบรวม และค้นคว้าฯ ให้กว้างออกไป มีความว่า

จำเป็นจะต้องทำตามเจตนารมณ์ของรัฐบาล...คือส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม และสถาบันพระมหากษัตริย์ สรุปว่าเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทยอย่างหนึ่ง ซึ่งจะอวดชาวต่างประเทศได้...

          และเนื่องจากจะได้นำ พระบรมนามาภิไธยมาใช้เป็นชื่อของหอสมุด จึงจำเป็นจะต้องจัดให้มีคุณภาพสูงโดยเฉพาะทางด้านบริการ เช่น นำอุปกรณ์สมัยใหม่มาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านโสตทัศนศึกษาและการพิมพ์

          ตามคำสั่งกำหนดวงงานและหน้าที่นี้ คณะอนุกรรมการรวบรวมและค้นคว้า จะต้องเตรียมเรื่องบริการและการพิมพ์ด้วย

          คณะกรรมการฉลองวันพระบรมราชสมภพครบ ๘ รอบ และ ๑๐๐ ปีของพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ประชุมครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน  พ.ศ. ๒๕๒๐ ได้ลงมติที่สำคัญ ๒ ข้อดังต่อไปนี้

          ๑. อนุมัติแบบแปลนก่อสร้างหอวชิราวุธานุสรณ์ที่คณะอนุกรรมการก่อสร้างเสนอ

          ๒. เนื่องจากกิจการในหอวชิราวุธานุสรณ์มิได้มีเฉพาะห้องสมุดอย่างเดียวและยังเรียกชื่อกันสับสนอยู่ คือเรียกว่า “หอวชิราวุธานุสรณ์” บ้าง “หอพระสมุดวชิราวุธานุสรณ์” บ้าง จึงตกลงให้เรียกเพียงอย่างเดียวว่า หอวชิราวุธานุสรณ์ ในภาษาอังกฤษ เรียกว่า “King Vajiravudh Memorial Hall”

          แต่ถึงแม้ว่าแก้ความสับสนไปได้บ้าง ก็ยังมีหอพระสมุดวชิราวุธานุสรณ์ที่ถนนหน้าพระธาตุ (ที่หอสมุดแห่งชาติเดิม) และห้องสมุดพระมงกุฎเกล้าฯ ที่ชั้น ๓ ของหอสมุดแห่งชาติปัจจุบัน

          หอวชิราวุธานุสรณ์ เป็นอาคารทรงไทย ๓ ชั้น มีชั้น ๔ ใต้หลังคา และชั้นใต้ดินสำหรับใช้เก็บของและทำประโยชน์อย่างอื่นด้วย ส่วนยาวจากตะวันออกไป ตะวันตก ๕๘.๕ เมตร ส่วนกว้างจากเหนือไปใต้ ๓๖ เมตร มีพื้นที่ดังนี้

ชั้นใต้หลังคา    ๙๒๐ ตารางเมตร
ชั้น ๓     ๑,๐๗๐ ตารางเมตร
ชั้น ๒     ๑,๖๕๕ ตารางเมตร
ชั้นล่าง      ๑,๖๖๕ ตารางเมตร
ชั้นใต้ดิน    ๓๘๗ ตารางเมตร

ประโยชน์ทางการใช้สอยของหอวชิราวุธานุสรณ์ มีดังนี้
          ชั้นล่าง ส่วนหน้า  เป็นทางเข้า มีห้องสำหรับบริการ รวมทั้งห้องจำหน่ายหนังสือพระราชนิพนธ์ ฯลฯ มีห้องรับรอง และใช้ห้องโถงเป็นที่จัดนิทรรศการด้วย

 

          ชั้นที่สอง  ส่วนหน้า   เป็นห้องสมุด  มีห้องสำหรับวิจัยโดยเฉพาะ  ๖  ห้อง  มีห้องเก็บพระราชนิพนธ์  และห้องหนังสือส่วนพระองค์ของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  สำนักงานผู้อำนวยการอยู่ที่นี้ด้วย

          ชั้นล่างและที่สอง ส่วนหลัง เป็นห้องประชุมอเนกประสงค์  อาจใช้สำหรับประชุมปฐมนิเทศก์  แสดงปาฐกา  อภิปราย  ฯลฯ  ฉายภาพยนตร์  และจัดแสดงละครได้ด้วย

 

          ชั้นที่สอง  ส่วนหลังทางใต้  เป็นสำนักงานของมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  มีห้องประชุมเล็กสำหรับประชุมกรรมการคณะต่าง ๆ

          ชั้นที่สามทั้งชั้น เป็นที่จัดนิทรรศการหุ่นขี้ผึ้ง  แสดงพระราชกรณียกิจ ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่เป็นประโยชน์แก่ชาติบ้านเมือง

          ชั้นใต้หลังคา   จะเป็นที่ทำงานบางอย่างของเจ้าหน้าที่  มีห้องปฏิบัติการ (workshop)  ที่เก็บหนังสือรอการจำหน่าย  มีที่ตั้งถังน้ำสำหรับบริการและดับเพลิง

          ชั้นใต้ดิน   เป็นที่เก็บของบางอย่าง  และตั้งเครื่องปรับอากาศ

          โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องรับรองที่ชั้นล่างมีความสำคัญมาก  เพราะเป็นที่ประดิษฐานพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์สีน้ำมันของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานมาสำหรับหอวชิราวุธานุสรณ์ ในโอกาสที่ฉลองวันพระบรมราชสมภพ ครบ ๑๐๐ ปี ฯลฯ ในครั้งนี้ 

พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์นี้ กาลิเลโอ  ดีนี่  (Galileo Dhini) ชาวอิตาเลียนเป็นผู้เขียนเมื่อ  พ.ศ.  ๒๔๕๖  ขนาด  ๑๒๖  เซนติเมตร  สี่เหลี่ยม  นายอีรอส  ดีนี่  (Eros  Dhini)  ผู้เป็นบุตรของผู้เขียนได้นำมาทูลเกล้าฯ  ถวายเมื่อเดือนมีนาคม  พ.ศ. ๒๕๒๓  ที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน 

          เนื่องจากหอวชิราวุธานุสรณ์เป็นอาคารใหญ่  มีห้องจำนวนมากจะต้องมีเลขห้องหรือชื่อห้อง  คณะกรรมการฉลองฯ  ได้ลงมติให้ใช้ชื่อเกี่ยวกับพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทั้งนี้เพื่อเฉลิมพระเกียรติด้วย ดังนั้นในเบื้องต้นจะมีชื่อห้อง  ๖  ชุด  ชุดละ  ๖  ห้องดังนี้ 

ชุดที่ ๑  หอวชิราวุธานุสรณ์  มีห้องโถงใหญ่เป็นหลักของแต่ละชั้น  ใช้พระนามแฝงที่สำคัญ  คือ 
ห้องโถงชั้นล่าง  (จัดนิทรรศการ)   อัศวพาหุ
ห้องโถงชั้น  ๒  (ห้องสมุด)   รามจิตติ
ห้องโถงชั้น  ๓  (พิพิธภัณฑ์)   พันแหลม
ห้องบริการชั้น  ๓  (ติดกับพิพิธภัณฑ์)  สุครีพ
ห้องโถงใต้หลังคา    นายแก้วนายขวัญ
ห้องโถงเล็กชั้นล่าง    อ.พ.  (ชื่อย่อของอัศวพาหุ)

ชุดที่  ๒  ห้องประชุมอเนกประสงค์ที่อยู่ด้านหลังนั้นอาจเป็นที่แสดงละคร  ใช้พระนามแฝงและนามที่เกี่ยวกับละครพระราชนิพนธ์  คือ 
ห้องประชุม   ศรีอยุธยา
ห้องที่ประทับ   พระขรรค์เพชร
ห้องไฟฉายด้านใต้  เจ้าเงอะ
ห้องจำหน่ายตั๋ว   ท.ป.ส. 
ลานข้างห้องประชุม  ลาน  ท.ป.ส.

ชุดที่  ๓  รอบห้องโถงชั้นล่างมีห้องธุรการและบริการต่าง ๆ เป็นห้องที่ผู้มาเยี่ยมจะพบเห็นก่อน  จึงใช้ชื่อพระราชนิพนธ์ที่วรรณคดีสโมสรประกาศยกย่องไว้  ๓  เรื่อง  และเลือกเพิ่มเติมอีก  ๓  เรื่อง  จึงมีชื่อห้องเวียนทักษิณาวรรตจากทิศตะวันออก  ดังนี้
ห้องสอบถาม    ตามใจท่าน
ห้องรับรอง    พระนล
ห้องรักษาความปลอดภัย   มหาตมะ
ห้องบันทึกเสียงและฉายภาพ  มัทนะพาธา
ห้องการพิมพ์    วิวาหพระสมุท
ห้องจำหน่ายหนังสือ   หัวใจนักรบ

ที่ชั้น  ๒  รอบห้องสมุด  มีห้องค้นคว้า และห้องวิชาการ – ธุรการ  รวม  ๑๘  ห้อง  แบ่งเป็น ๓ ชุด

ชุด ๔ ห้องค้นคว้าขนาดย่อมซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของอาคาร  ใช้ชื่อนางเอกในพระราชนิพนธ์  ดังนี้
  ห้องที่  ๑      ทมยันตี
  ห้องที่  ๒   ปรียทรรศิกา
  ห้องที่  ๓     มัทนา
  ห้องที่  ๔     ศกุนตลา
  ห้องที่  ๕   สาวิตรี
  ห้องที่  ๖   อุษา

ชุด  ๕  ห้องวิชาการธุรการ  รอบห้องสมุด  ใช้ชื่อตัวละครในพระราชนิพนธ์ที่เป็นชาย  ดังนี้
  ห้องเก็บพระราชนิพนธ์    จิตรรถ
  ห้องอิเลคโทรนิค     จิตรเสน
  ห้องเก็บของ     ชัยเสน
  ห้องเครื่องปรับอากาศ    ชินเสน
  ห้องไมโครฟิล์ม     ทุษยันต์
  ห้องหนังสือส่วนพระองค์    ปรศุราม

ชุด  ๖  ห้องธุรการซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของอาคาร  ใช้ชื่อตัวละครในพระราชนิพนธ์ที่เป็นชายต่อจากชุด  ๕  ดังนี้
  ห้องสอบถาม  ชั้น ๒    พญาราชวังสัน
  ห้องซ่อมหนังสือ     พระเกียรติรถ
  ห้องเจ้าหน้าที่     พนะเกียรติราช
  ห้องส่วนพระองค์    พระร่วง
  ห้องสำนักงานมูลนิธิฯ    พระราม
  ห้องประชุมเล็ก     พระลักษมณ์

งานในหอวชิราวุธานุสรณ์อาจแบ่งได้เป็นส่วน ๆ ดังนี้
๑.  งานห้องสมุด  และวิจัย
๒. งานนิทรรศการ  และเผยแพร่
๓. งานพิพิธภัณฑ์
๔. งานการประชุม  ปาฐกถา  ฯลฯ
๕. งานการละคร
๖. งานของมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ ฯ

          งานที่แบ่งไว้เป็นส่วนๆ นี้ ส่วนที่  ๑  งานห้องสมุดและวิจัยคงจะมีความสำคัญยิ่งกว่าส่วนอื่น  จึงควรอธิบายให้แจ่มแจ้งดังนี้

          หอวชิราวุธานุสรณ์เกิดขึ้นเพราะมีเจตนาที่จะรวบรวมพระราชนิพนธ์ของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มาไว้ในที่เดียวกันเพื่อการศึกษาวิจัย  คณะอนุกรรมการรวบรวม และค้นคว้าเกี่ยวกับพระราชนิพนธ์ฯ  รับภาระที่จะทำการนี้  มีเวลาทำงาน  ๔  ปีกับ  ๑  เดือน  มีสำนักงานอยู่ที่หอพระสมุดวชิราวุธ  มีเจ้าหน้าที่ประจำคณะอนุกรรมการฯ  มาประชุมกันรวม  ๒๐๐  ครั้ง  และพิมพ์รายงานเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในรูปของ  “สรุปข่าว  กรว.”  ทุก  ๓  เดือน

          คณะอนุกรรมการฯ  พยายามรวบรวมพระราชนิพนธ์แล้วแบ่งเป็น  ๗  หมวด พิมพ์รายชื่อพระราชนิพนธ์แต่ละหมวดออกเผยแพร่  ได้จำนวนพระราชนิพนธ์ดังนี้

หมวด  ข. โขนละคร    ๑๘๙ รายการ
หมวด  ด. พระราชดำรัช  พระบรมราโชวาท
                พระบรมราชานุศาสนีย์  เทศนา
                ปลุกใจเสือป่า  ฯลฯ   ๒๒๙    รายการ
หมวด  น. นิทานและบทชวนหัว   ๑๕๙   รายการ
หมวด  บ. บทความที่ลงหนังสือพิมพ์  ๒๘๓ รายการ
หมวด  ร. ร้อยกรอง    ๑๕๑ รายการ
หมวด ส. สารคดี     ๑๘๙  รายการ
หมวด  อ. อื่นๆ  เช่น  พระราชบันทึก
                                 พระราชหัตถเลขา  ฯลฯ   นับไม่ได้

          หมายเหตุ   ตัวเลขข้างบนนี้  รวมกันแล้วได้  ๑,๒๓๖  รายการ  แต่ไม่ควรถือว่าเป็นตัวเลขที่แน่นอนเพราะมีปัญหามากมายหลายประการ  เช่น 

          ๑. พระราชนิพนธ์บางเรื่องอาจจัดเข้าได้หลายหมวด  การตัดสินว่าให้อยู่ในหมวดใดอาจไม่ตรงกัน
          ๒. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแก้ไขพระราชนิพนธ์ของพระองค์อยู่เป็นนิจ  ทรงแก้ไขมากน้อยเพียงใดจึงจะนับว่าเป็นสำนวนใหม่และนับเป็นอีกรายการหนึ่ง
          ๓. พระราชนิพนธ์บางหมวด  เช่น  หมวด  อ.นับเป็นรายการไม่ได้  เช่น  พระราชบันทึกสั้น ๆ และบัตรนามสกุลพระราชทานหลายพันนามสกุลก็นับไม่ได้  พระราชหัตถเลขามีมากเกินที่จะนับได้
          ๔. เจ้าหน้าที่ค้นพบรายการใหม่เสมอ
          ๕. บางรายการมีผู้กล่าวว่าเป็นพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  แต่คณะอนุกรรมการฯ ยังไม่ยอมรับ

          งานของคณะอนุกรรมการรวบรวมและค้นคว้าฯ  ขยายกว้างขวางออกไปมาก ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้พอจะสรุปได้ดังนี้
          ๑. ติดต่อกับสถาบันต่างๆ หลายสิบสถาบันเพื่อทำบรรณานุกรมร่วม  ให้ทราบว่าพระราชนิพนธ์ต่าง ๆ เรื่องใดอยู่ในห้องสมุดของสถาบันใดบ้าง
          ๒. ทำงานสร้างสรรค์  เช่น  แปลพระราชนิพนธ์  และพิมพ์พระราชนิพนธ์ออกจำหน่าย
          ๓. จัดทำสารานุกรมพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวหัวรวม  ๑๑๗  เรื่อง
          ๔. ให้คำปรึกษาเมื่อมีผู้มาสอบถามเรื่องเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
          ๕. เผยแพร่พระราชนิพนธ์โดยจัดนิทรรศการทั้งในกรุงเทพฯ  และต่างจังหวัด
          ๖. ติดต่อประสานงานกับคณะอนุกรรมการอื่น ๆ ที่คณะกรรมการฉลองฯ ได้ตั้งเพิ่มขึ้น  คือ

          (๑) คณะอนุกรรมการที่ปรึกษาและประสานงานโครงการจัดนิทรรศการ วรรณกรรมพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  มีหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล เป็นประธาน
          (๒) คณะอนุกรรมการเตรียมงานวันฉลองพระบรมราชสมภพ  ครบ ๘ รอบและ ๑๐๐ ปี ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล เป็นประธาน
          (๓) คณะอนุกรรมการดำเนินการปั้นหุ่นขี้ผึ้งรูปพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล เป็นประธาน
          (๔) คณะอนุกรรมการจัดทำสารานุกรมพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล เป็นประธานคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาและ นางสาวสุทธิลักษณ์ อำพันวงศ์ เป็น ประธานคณะอนุกรรมการดำเนินงาน
          (๕) คณะอนุกรรมการพิจารณาการตกแต่งภายในของหอวชิราวุธานุสรณ์มีหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล เป็นประธาน

          คณะกรรมการฉลองวันพระบรมราชสมภพครบ ๘ รอบ  และ ๑๐๐ ปีของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีการเปลี่ยนแปลงในสมัยที่  พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่  ๒๔  กรกฎาคม  พ.ศ. ๒๕๒๒  และการเปลี่ยนแปลงนั้น ได้รับการยืนยันในสมัยที่รัฐบาล พลเอกเปรม ติณสูลานนท์  เป็นนายกรัฐมนตรีด้วย  คณะกรรมการฉลองฯ ชุดใหม่ประกอบด้วยบุคคลต่อไปนี้

          การที่ประธานคณะอนุกรรมการรวบรวมและค้นคว้าเกี่ยวกับพระราชนิพนธ์ ฯลฯ  ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  และประธานคณะกรรมการฉลองวันพระบรมราชสมภพครบ  ๘  รอบ  และ  ๑๐๐ ปี ฯ  เป็นบุคคลคนเดียวกันนี้  ดูเหมือนจะมีทั้งทางได้และเสีย  งานอาจรวดเร็วขึ้นบ้าง แต่ประธานคณะกรรมการฉลองฯ คนใหม่หาได้มีอำนาจบังคับบัญชากรมกองในกระทรวงศึกษาธิการไม่
   
          งานอีกส่วนหนึ่งที่ควรมีอธิบาย  คือ  “งานพิพิธภัณฑ์”  คณะกรรมการและอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง เห็นว่า งานสำคัญกว่าสิ่งของ จึงกำหนดให้สร้าง พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง แสดงพระราชกรณียกิจของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่สำคัญต่อชาติบ้านเมือง  คณะอนุกรรมการรวบรวมและ ค้นคว้าเกี่ยวกับพระราชนิพนธ์ฯ ได้รับมอบหมายให้สำรวจจากพระราชนิพนธ์ว่า มีพระราชกรณียกิจใดบ้าง ที่เข้าลักษณะควรนำมาทำเป็น ภาพหุ่นขี้ผึ้ง ได้ผลดังนี้

          พระราชกรณียกิจที่สำคัญของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เห็นได้ชัดจากเรื่องต่างๆ ที่ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ (สรุปไว้ เพื่อพิจารณาจัดพิพิธภัณฑ์พระราชกรณียกิจ  ณ  หอวชิราวุธานุสรณ์)

          ๑. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เรื่องราวต่างๆ ไว้มากมายหลายสาขาวิชา ซึ่งมีทั้งปริมาณและคุณภาพทรงเป็นปราชญ์หาผู้เสมอเหมือนได้ยาก พลังงานอันยิ่งใหญ่นั้น มาจากดินสอและปากกาที่โต๊ะทรงพระอักษร  จึงควรถือว่าพระราชกรณียกิจที่สำคัญอย่างหนึ่ง  คือ การประทับที่โต๊ะทรงพระอักษรกำลังทรงพระราชนิพนธ์อยู่

          ๒. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงค้นคว้าในทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ ในเรื่องของความเป็นชาติไทย และความยิ่งใหญ่ของบรรพบุรุษของเรา  เพื่อเน้นความเป็นไทย  ความสามัคคีและเอกราชอธิปไตย  เริ่มต้นจากการที่เสด็จพระราชดำเนินเที่ยวเมืองพระร่วง

          ๓. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เรื่องกิจการทหารไว้มากมาย เพราะมุ่งหวังที่จะสร้างกำลังเพื่อป้องกันประเทศบ้านเมือง  ทรงหาวิธีให้คนไทยเสียสละเพื่อประเทศชาติ เช่น การออกเงินเรี่ยไร สร้างเรือพระร่วง เป็นต้น

          ๔. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงกราบว่ามหาอำนาจต่างประเทศเคยบุกรุกเข้ามาถึงกรุงเทพฯ และทรงทราบว่าการสู้รบในกาลภายหน้าจะมีรูปอย่างไร  จึงได้ทรงตั้งกองเสือป่าขึ้น  ทรงฝึกเสือป่า และทรงนำกองเสือป่าด้วยพระองค์เอง

          ๕. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริที่จะแก้ไขสนธิสัญญาต่าง ๆ ที่ทำให้คนไทย เสียเปรียบชาวต่างชาติ เช่น ในเรื่องการทหาร การศาล และการเก็บภาษี โอกาสมีมาเมื่อสงครามโลกครั้งที่  ๑  ทรงประกาศสงครามเข้ามาทางฝ่ายสัมพันธมิตรเพื่อไทยจะได้เคียงบ่าเคียงไหล่กับมหาประเทศ เป็นเหตุให้ได้แก้ไขสนธิสัญญากับต่างประเทศ ในระยะต่อมา  การเข้าร่วมสงครามจึงมีความสำคัญมาก สำหรับชีวิตของประชาชนคนไทย

          ๖. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทำนุบำรุงประเทศบ้านเมือง ทางด้านสังคมและการศึกษา เป็นอเนกประการ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทรงประกาศการศึกษาภาคบังคับ และทรงริเริ่มจัดอุดมศึกษาในประเทศไทย

          ๗. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์บทละครไว้มากมาย ทรงเป็นผู้จัดการแสดง  และทรงแสดงละครเองด้วย  ทรงใช้การละครเป็นเครื่องมือสอนให้คนคิดตามแนวการศึกษาสมัยใหม่  และทรงย้อมจิตใจคนโดยให้ดูละคร  เช่น  เรื่องพระร่วง  หัวใจนักรบ  มหาตมะ  เป็นต้น

          ๘. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงศึกษาเล่าเรียนจนรู้ทันชาวต่างประเทศ ทรงปฏิบัติพระองค์จนต่างประเทศถวายความเคารพยกย่อง  เช่น  ประเทศอังกฤษ  เป็นต้น  ทำให้เกิดความเกรงใจ  เป็นประโยชน์ทางการเมือง

          ๙. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นนักปกครองที่ยึดมั่นอยู่ในธรรม ทรงพระราชนิพนธ์  “หลักราชการ”  เน้นในความซื่อสัตย์สุจริต ความเสียสละ และความสามัคคี ทรงอบรมวิชาศีลธรรมด้วยพระองค์เอง ให้ทุกคนเห็นประโยชน์ของการอยู่ในธรรม

          ๑๐. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์จะให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ควบคู่กับธรรมาธิปไตย  คือ  ให้มีการปลูกฝังธรรมะเป็นรากฐานที่สำคัญของประชาธิปไตย  จึงได้ทรงทดลองการปกครองแบบนี้ที่ดุสิตธานี  ทรงประกาศธรรมนูญลักษณะปกครองคณะนคราภิบาล  มีการเลือกตั้ง มีพรรคการเมืองและมีวัดชื่อ “วัดธรรมาธิปไตย” ด้วย

          เรื่องการทำหุ่นขี้ผึ้งนับว่าเป็นของใหม่ทำได้ยาก และคงจะหมดเปลืองมากคณะกรรมการฉลองฯ จึงได้ลงมติในการประชุมครั้งที่ ๓  เมื่อวันที่  ๓๑  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๒๑  ว่าทางราชการจะจัดทำ ภาพหมายเลข  ๑  เพียงภาพเดียว  ส่วนภาพอื่นๆ นั้นให้จัดสถานที่ว่างไว้ ประกาศโฆษณาหาผู้อุปถัมภ์ค่าใช้จ่ายต่อไป

          แต่อุปสรรคเกี่ยวกับการก่อสร้างหอวชิราวุธานุสรณ์นี้คือการสร้างตัวอาคารนั้นเอง  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในสมัย นายธานินทร์ กรัยวิเชียร  เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ของบประมาณซึ่งได้มา ๑๖  ล้านบาท  และมีคำสั่งให้คณะอนุกรรมการหาทุน หาเงินสมทบอีกส่วนหนึ่ง

          กรมศิลปากรได้รับมอบหมายให้เป็นกรมเจ้าหน้าที่รับผิดชอบในการก่อสร้าง นายประเวศ ลิมปรังษี และ นายเมธี คันธโร  เป็นสถาปนิกออกแบบอาคาร  การประกวดราคาก่อสร้างไม่เป็นผลสำเร็จถึง ๒ ครั้ง  เพราะอาคารใหม่  เงินไม่พอ  ซ้ำราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรงงานได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะนั้น  ในที่สุดกระทรวงศึกษาธิการได้อนุมัติการก่อสร้างโดยวิธีพิเศษ  ห้างหุ้นส่วนสหกิจเจริญก่อสร้าง เป็นผู้รับก่อสร้างในยอดเงิน  ๑๖  ล้านบาทตามงบประมาณที่ได้รับ  เซ็นสัญญาเมื่อวันที่  ๑๘  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๒๒  กำหนดค่าก่อสร้างเสร็จในวันที่  ๒๕  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๒๓  แต่การก่อสร้างครั้งนี้ ต้องตัดรายการลง  คงจะเสร็จแต่โครงสร้างและการก่อสร้างด้านนอกของอาคารเท่านั้น  จะต้องหาเงินเพิ่มเติมสำหรับส่วนที่อยู่ภายใน  รวมทั้งการทำพื้นเพดาน ทาสี  ไฟฟ้า  การตกแต่ง  และอุปกรณ์ทั้งหลายด้วย

          คณะอนุกรรมการหาทุนที่คณะกรรมการฉลองฯ ได้ตั้งขึ้นนั้น  แม้จะได้เปลี่ยนประธานใหม่แล้วครั้งหนึ่ง ก็ดำเนินการมิได้  ในที่สุด กระทรวงศึกษาธิการได้เสนอให้คณะรัฐมนตรี เป็นผู้แต่งตั้งเองเมื่อวันที่  ๒๐  พฤษภาคม  พ.ศ.  ๒๕๒๓  ดังต่อไปนี้ 

 

          ตั้งแต่คณะรัฐมนตรียังมิได้แต่งตั้งกรรมการหาชุดนี้  ประธานกรรมการฉลอง ฯ   เห็นว่าเวลากระชั้นชิดเข้ามาไม่สามารถจะรีรออยู่ต่อได้  จึงได้วางแผนการปฏิบัติไว้ ๒ แผน คือ

                แผน ๑ หาเงินมาก่อสร้างส่วนที่ยังขาดอยู่ทั้งหมด
                แผน ๒ หาเงินมาก่อสร้างเพื่อให้เชิญเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาประกอบพิธีเปิดอาคารได้ (ซึ่งหมายความว่าภายในอาคารชั้น ๑ ชั้น ๒ จะต้องเสร็จเรียบร้อย)

          รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรับจะช่วยหาเงินตามแผน ๒  ได้ติดต่อขอโอนเงินบางส่วนจากกรมสามัญศึกษา   แต่ในที่สุดรัฐบาลได้อนุมัติเงินงบกลางให้
๒ ยอด  คือ
               งบประมาณปี ๒๕๒๓                               ๖.๙ ล้านบาทเศษ
               งบประมาณปี ๒๕๒๔                               ๓.๓ ล้านบาทเศษ
                                         รวม                               ๑๐.๒ ล้านบาท

          แต่ประธานกรรมการฉลองฯ มีความเห็นว่า  แม้จะได้เงินตามที่รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการติดต่อขออนุมัติมาได้   ก็จะกระทำการมิทัน เพราะการติดต่อขอจ่ายเงินงบประมาณ ย่อมมีความล่าช้าตามวิธีการ  ประธานกรรมการฉลองฯ  จึงได้   กำหนดแผน ๓ ขึ้น

          แผน ๓ คือ หาเงินมาก่อสร้างเฉพาะชั้นล่าง(เว้นห้องประชุม) เพื่อให้เชิญเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาประกอบพิธีเปิดอาคารและทอดพระเนตรนิทรรศการได้(ซึ่งหมายความว่า ยังไม่ต้องทำชั้น ๒ และห้องประชุม)
การปฏิบัติตามแผน ๓ นี้ ต้องการเงินไม่เกิน ๔ ล้านบาท ราชตฤณมัยสมาคมฯ และราชกรีฑาสโมสรให้มา ๑ ล้านบาท นอกจากนั้น ได้มาจากข้าราชบริพารของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และนักเรียนเก่าโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ประมาณ ๓ ล้านบาท

          ดังนี้ จึงจะเปิดอาคารหอวชิราวุธานุสรณ์เพื่อฉลองวันพระบรมราชสมภพครบ ๑๐๐ ปี ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๒๔ ได้ เงินที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการหามาได้นั้น ก็จะได้ดำเนินการตามแผน ๒ ต่อไป ส่วนคณะกรรมการหาทุนนั้นคงจะได้หาเงินมาสำหรับแผน ๑

          นิทรรศการที่จะจัดตามแผน ๓ นั้นคือ นิทรรศการลายพระราชหัตถ์พระราชนิพนธ์ ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (Exhibition of King Vajiravudh’s Manuscripts)

          การฉลองวันพระบรมราชสมภพครบ ๑๐๐ ปีของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัวและการเปิดหอวชิราวุธานุสรณ์ มีลักษณะเป็นงานนานาชาติอยู่ไม่น้อยด้วยเหตุดังนี้
          ๑. พระราชนิพนธ์นั้นมีภาษาไทย อังกฤษ และฝรั่งเศส และจัดต้นฉบับมาแสดงนิทรรศการด้วย

          ๒. ในการฉลองฯ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร ทรงแปลพระราชนิพนธ์ พระร่วงคำกลอนเป็นภาษาอังกฤษ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล แปลพระราชนิพนธ์ภาษาอังกฤษหลายเรื่อง เป็นภาษาไทย

          ๓. องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมของสหประชาชาติ(UNESCO) แจ้งไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกว่า มีกำหนดการฉลองวันพระบรมราชสมภพครอบ ๑๐๐ ปีของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

          ๔. กรมศิลปากรจัดพิมพ์พระราชประวัติย่อภาษาอังกฤษ เพื่อส่งให้องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมของสหประชาชาติ(UNESCO) และแจกให้แก่ชาวต่างประเทศที่มาในงานฉลองฯ

          ๕. คณะกรรมการฉลองฯ จัดให้มีการแปลพระราชนิพนธ์บทละครพูดเรื่อง “เห็นแก่ลูก” เป็นภาษาต่างประเทศ ๑๔ ภาษา คือ ภาษาเกาหลี จีน ญี่ปุ่น นอร์วิเยียน โปแลนด์ ฝรั่งเศส มลายู รัสเซีย สเปน อังกฤษ อาหรับ อินโดนีเซีย และฮินดี เฉพาะภาษาโปแลนด์อดีตเอกอัครราชทูต Bogulaw Zakazansk เป็นผู้แปล

          ๖. คณะกรรมการฉลองฯ จัดพิมพ์พระราชนิพนธ์ เห็นแก่ลูก ภาษาไทยและภาษาทางการ ขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมของสหประชาชาติ ทั้ง ๖ ภาษา ออกเป็นของชำร่วยในงานครั้งนี้

          ๗. คณะกรรมการฉลองฯ พิมพ์พระราชนิพนธ์บทละครภาษาอังกฤษทั้ง ๒๐ เรื่อง ออกจำหน่ายเป็นชุด ในงานฉลองครั้งนี้ ในจำนวนนี้ ๑๐ เรื่องยังไม่เคยพิมพ์มาก่อนเลย นับเป็นการพิมพ์ครั้งแรก

          ๘. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมฉายาสาทิศลักษณ์ของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สำหรับหอวชิราวุธานุสรณ์ เป็นภาพผีมือ นายกาลิเลโอ ดีนี่ (Galileo Dhini) ชาวอิตาเลียน

          ๙. นายวอลเตอร์ เอฟ. เวลลา (Walter F. Vella) ชาวอเมริกัน ผู้เขียนพระราชประวัติของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในหนังสือ ไชโย (Chaiyo) จะได้รับพระราชทาน ของที่ระลึกในงานนี้

          ๑๐. คณะลูกเสืออังกฤษที่ได้รับพระราชทานนามว่า The King of Siam’s Own Troop of Boy Scouts ได้รับเชิญให้มาจากกรุงลอนดอนเพื่อร่วมในงานฉลองครั้งนี้

          ๑๑. คณะกรรมการฉลองฯ จะได้จัดแถบเสียงนำชมหอวชิราวุธานุสรณ์ และนิทรรศการต้นฉบับ พระราชนิพนธ์เป็นภาษาต่างประเทศด้วย

          ดังนั้น งานฉลองวันพระบรมราชสมภพครบ ๑๐๐ ปีของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และงานเปิดหอวชิราวุธานุสรณ์ ก็คงจะเป็นงานที่ครึกครื้นและชื่นชมยินดีโดยทั่วกัน ทั้งนี้ เพราะว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชสมภพเป็นคนไทยในเมืองไทยเมื่อ ๑๐๐ ปีก่อน

                       อันผืนแผ่นดินของเรานี้                        คงจะมีอะไรดีเป็นแม่นมั่น
                       ผลหมากรากไม้จึงหวานมัน                 เข้าขั้นโอชะประหลาดใจ
                       อันเลือดเนื้อเชื้อไขไทยเรานี้                 คงจะมีอะไรดีที่ยิ่งใหญ่
                       จึงเกิดมีนักปราชญ์ของชาติไทย          ขึ้นในท่ามกลางหว่างพวกเรา

หอวชิราวุธานุสรณ์จะมีความมั่นคงยิ่งขึ้นเพราะจะมีมูลนิธิมาสนับสนุน กล่าวคือ เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ พระราชธิดาของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีลายพระหัตถ์พระราชทานมาถึงหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ดังต่อไปนี้

 

          เมื่อได้รับพระราชทานลายพระหัตถ์มาดังนี้ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ได้ติอต่อขอผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวง และได้นางกุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ ผู้อำนวยการกองหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร เป็นผู้แทน

          คณะกรรมการดำเนินการจัดตั้งมูลนิธิ ได้รับพระบรมราชานุญาตจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ตั้งชื่อมูลนิธินี้ว่า มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมุงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว และคณะกรรมการกำหนดวัตถุประสงค์ไว้ ๖ ข้อคือ
          ๑. เผยแพร่พระราชกรณียกิจและพระเกียรติคุณแห่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
          ๒. ดำเนินการวิจัยเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวและเผยแพร่ผลงานให้ปรากฏ
          ๓. ดำเนินการวิจัยเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เฉพาะอย่างยิ่งในสถาบันการศึกษา
          ๔. ส่งเสริมกิจการต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงริเริ่มไว้ เป็นต้นว่า กิจการละครพูดและกิจการอื่น
          ๕. ช่วยเหลือกิจการของหอวชิราวุธานุสรณ์
          ๖. จัดงานพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และบำเพ็ญกุศลอุทิศน้อมเกล้าฯ ถวายตามโอกาส ทางราชการได้อนุญาตให้จดทะเบียนจัดตั้ง มูลนิธินี้ได้เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๓

         สุรีย์ส่องโลกครั้ง หนึ่งวัน หนึ่งนา
เดือนหนึ่งสิดวงจันทร์ ส่องหล้า
ปีหนึ่งสบวสันต์ ครั้งหนึ่ง
ศตวรรษหนึ่งข้า พบพ้องหนึ่งกวี

        พระมหาธีรราชเจ้า จอมปราณ
ทรงพระราชนิพนธ์ชาญ เชี่ยวแท้
มรดกพระราชทาน แก่ชาติ ไทยแฮ
เป็นหนึ่งในโลกแม้ โลกด้านอัสดง

        สรุปลงว่าที่พื้น พสุธา นี้นอ
จอมปราชญ์ชาติไทยมา ประทับแล้ว
ทรงนามวชิรา- วุธเด่น
ประหนึ่งว่าดวงแก้ว ส่องด้าวแดนไทย      

เมืองใดประดับด้วย วราภรณ์
เฉกเช่นฉันท์โคลงกลอน กาพย์บ้าง
ข้อธรรม ฤ คำสอน อนุศาสน์
มีหมดเอกลักษณ์สล้าง สิ่งล้วนควรนิยม

ชื่นชมชนช่วยสร้าง อาคาร
เป็นตึกสูงตระการ สี่ชั้น
เป็นที่วิจัยงาน จอมปราชญ์
เป็นหนึ่งที่เข้าขั้น โลกล้วนควรแลฯ

 

บรรณานุกรม

          “คำสั่งประธานคณะกรรมการฉลองวันพระบรมราชสมภพครบ ๘ รอบและ ๑๐๐ ปีของพระบาทสมเด็จพระ   มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว.” ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๑๙. (อัดสำเนา)
ประเวศ ลิมปรังษี และ เมธี คันธโน, ผู้ออกแบบ. “แบบแปลนก่อสร้างหอวชิราวุธานุสรณ์.” ๒๕๒๐. (อัดสำเนา)

          “มติคณะรัฐมนตรีเรื่องแต่งตั้งกรรมการฉลองวันพระบรมราชสมภพครบ ๘ รอบ และ ๑๐๐ ปีของ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว.” ๑ ธันวาคม ๒๕๑๙. (อัดสำเนา)

          “รายงานการประชุมคณะกรรมการจัดงานพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า
เจ้าอยู่หัว.” ๒๕๒๐. (อัดสำเนา)

          “รายงานการประชุมคณะกรรมการฉลองวันพระบรมราชสมภพครบ ๘ รอบและ ๑๐๐ ปีของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว.”  ๗  ธันวาคม  ๒๕๑๙  และ ๙ มิถุนายน  ๒๕๒๐. (อัดสำเนา)
          “สัญญาการก่อสร้างระหว่างอธิบดีกรมศิลปากร  กับ  ห้างหุ้นส่วนจำกัด  สหกิจพัฒนก่อสร้าง.”
๒๕๒๒. (ต้นฉบับ)

ม.ล. ปิ่น มาลากุล
 

Back to Top